การวางแผนการลงทุน

ยุคตกต่าของดอกเบี้ยกลายเป็น “ฝันร้าย” ของชมรมคนพิสมัยดอกเบี้ยใครที่เคย “ฝันหวาน” เพราะได้นอนกอดดกเบี้ยเงินฝากสูงราว ๆ 14% -16% ต่อปี อย่างเมื่อ 20 ปีก่อน อาจต้อง “ฝันค้าง” เมื่อตื่นมาเจอโลกแห่งความเป็นจริงที่ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ดาดิ่งลงไปเกือบถึง 0% หักลบกับอัตราเงินเฟ้อแล้วติดลบด้วยซ้าไป

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่า...ดอกเบี้ยทาให้เงินในกระเป๋าของคุณไม่ออกดอกออกผลอย่างที่ใจคิด ลองเปลี่ยนบรรยากาศไปหาทางเลือกใหม่ ๆ บ้างดีไหม เผื่อจะทาให้ความมั่งคั่งร่ารวยเฉียดเข้าใกล้ชีวิตคุณบ้าง

 

เอาล่ะ...ถึงเวลาออกเดินทาง สานสร้างเส้นทางรวยด้วย “การลงทุน” กันแล้ว !!!


สาหรับผู้ลงทุนมือใหม่ หรือหลาย ๆ คนที่สนใจลงทุน แต่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่รู้จะลงทุนอย่างไร ไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหนลองเริ่มจาก “รู้จักตัวเอง” ให้ลึกซึ้งขึ้นอีกนิด ถามตัวเองให้แน่ใจก่อนว่า “เป้าหมาย” การลงทุนของคุณคืออะไร ลงทุนเพื่อบั้นปลายชีวิต เพื่อลดหย่อนภาษี เพื่อเอาชนะเงินเฟ้อ หรือเพื่อทำกำไร ฯลฯ

จากนั้นค่อยพิจารณา “เงื่อนไข” ในการลงทุน ว่าคุณรับ ความเสี่ยง ได้แค่ไหน ต้องการผลตอบแทนเท่าไหร่ มีเงินลงทุนมากน้อยเพียงใด หรือมีข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาหรือไม่ เพราะสิ่งเหล่านี้แหละที่จะตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดีว่า...ทางเลือกการลงทุนแบบไหนที่จะเหมาะสมกับคุณมากที่สุด

 

เมื่อรู้จักตัวเองมากขึ้นแล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลา “รู้จักเครื่องมือ” กันเสียที คาว่า “เครื่องมือ” ในที่นี้ก็หมายถึง “ทางเลือกการลงทุน” นั่นเอง ยิ่งทุกวันนี้มีทางเลือกการลงทุนหลากประเภท หลายสายพันธุ์ ทั้งหุ้นสามัญ พันธบัตร หุ้นกู้ กองทุนรวม ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ และอื่น ๆ อีกมากมาย แถมแต่ละประเภทต่างก็มีรายละเอียดและความซับซ้อนที่แตกต่างกันออกไป


ความเข้าใจเกี่ยวกับคุณสมบัติเฉพาะตัว ความเสี่ยง และผลตอบแทน ตลอดจนข้อดีข้อเสียของทางเลือกต่าง ๆ จึงเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้คุณจัดสรรเงินลงทุนได้อย่างเหมาะสม และสอดคล้องกับเป้าหมายที่ตั้งไว้


เช่นว่า...คุณมีเงินลงทุนอยู่ก้อนหนึ่ง อยากได้ผลตอบแทนสูงหน่อย รับความเสี่ยงได้เยอะเพราะอายุแค่ 28 ปี ถ้าโจทย์เป็นแบบนี้ “หุ้น” อาจเป็นคำตอบของคุณ แต่ถ้าคุณบอกว่าอยากเสี่ยงน้อยหน่อยผลตอบแทนไม่ต้องสูงมากก็ได้ “พันธบัตร” หรือ “หุ้นกู้” ก็อาจจะเหมาะสมกับคุณมากกว่า หรือถ้าคุณกาลังมองหาช่องทางประหยัดภาษีอยู่ก็ต้องแฝดพี่น้องคู่นี้ “กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)”และ “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)” รับรองช่วยประหยัดภาษีได้แน่นอน


แต่เหนือสิ่งอื่นใด โจทย์และความชื่นชอบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เอาเป็นว่า...เลือกลงทุนในแบบที่คุณพอใจก็แล้วกันเพราะนั่นคือเงินของคุณ คุณจึงต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด สุดท้าย นอกจากรู้จักตัวเองและรู้จักเครื่องมือในการลงทุนแล้ว ก็ต้อง “รู้จักจังหวะลงทุน” ด้วย เพราะการรู้และเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การเมือง สังคม จิตวิทยามวลชน หรือปัจจัยอื่น ๆ ที่มีผลกระทบต่อทิศทางการลงทุนจะทาให้คุณสามารถกาหนดกลยุทธ์การลงทุนในภาวะตลาดที่แตกต่างกัน รวมถึงสามารถโยกย้ายเงินลงทุนไปยังทางเลือกอื่น ๆ ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าในแต่ละช่วงเวลาได้อย่างเหมาะสมด้วย

สิ่งสาคัญอย่างหนึ่งที่ลืมไม่ได้เลย ก็คือ ในโลกนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรี ๆ ดอกผลจากการลงทุนที่งอกเงยกว่าเงินฝากจึงมาพร้อมกับ “ความเสี่ยง” ที่เพิ่มขึ้น แต่คุณสามารถจัดการกับความเสี่ยงเหล่านี้ได้ด้วยการ “จัดสรรเงินลงทุน” (Assets Allocation) ไปในทางเลือกการลงทุนหลาย ๆ ประเภท ดังกฎเหล็กการลงทุนที่ว่า “Don’t put all eggs in one basket” แปลง่าย ๆ คือ “อย่าใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าใบเดียว” ซึ่งบรรดาผู้ลงทุนทั้งหลาย ทั้งผู้ลงทุนชั้นเซียนหรือมือใหม่น่าจะคุ้นเคยกันดีและท่องจำได้ขึ้นใจเพราะไม่ว่าจะตำราหรือคัมภีร์ลงทุนเล่มไหนก็ย้ำนักย้ำหนาว่าให้ “กระจายความเสี่ยง” (diversification)

 

เหตุผลที่ไม่ควรทุ่มเงินไปกับการลงทุนประเภทใดประเภทหนึ่งมากเกินไป เพราะหากผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่คาดไว้คุณอาจสูญเสียเงินทั้งหมดในราวเดียวกัน แต่หากคุณรู้จักจัดสรรการลงทุนอย่างเหมาะสม โดยพิจารณาถึงความสัมพันธ์และทิศทางการขึ้นลงของราคาที่แตกต่างกัน กาขาดทุนจากการลงทุนประเภทหนึ่ง อาจถูกชดเชยด้วยกำไรจากการลงทุนอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงได้แล้ว ยังช่วยให้คุณได้รับผลตอบแทนรวมที่ไม่ขี้เหร่จนเกินไปด้วย


อย่างไรก็ตาม การกระจ่ายความเสี่ยงต้องตั้งอยู่บน “ความพอดี” ทุกวันนี้มีผู้ลงทุนจานวนไม่น้อยที่มุ่งมั่นกระจายความเสี่ยงอย่างตั้งอกตั้งใจและจริงจังล้ำเส้นความพอดี มีหุ้นตัวเล็กตัวน้อยซุกไว้จนนับไม่ถ้วน หรือหว่านซื้อกองทุนเยอะเป็นดอกเห็ด แทนที่จะช่วยกระจายความเสี่ยงในการลงทุนได้ กลับกลายเป็นไม่สามารถดูแลพอร์ตได้อย่างทั่วถึงและอาจส่งผลร้ายกับเงินลงทุน

ทางที่ดี...ควรเดินบนทางสายกลาง หาความพอดิบพอดีให้พอร์ตการลงทุนของตัวคุณเอง

เพียงแค่นี้ก็ช่วยกรองความเสี่ยงได้ระดับหนึ่งแล้


“การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน”