การวางแผนภาษี (Tax Planning)


การเสียภาษีไม่ว่ามีอาชีพทางานรับเงินเดือน เจ้าของกิจการ หรือมีอาชีพอิสระ โดยบุคคลทุกคนที่มีรายได้ต้องมีหน้าที่เสียภาษีตามที่กฎหมายกาหนด ดังนั้น ถ้ารู้จักวางแผนภาษีจะช่วยบรรเทาภาระภาษีให้กับเราได้

“เหตุผลที่เราควรวางแผนลดหย่อนภาษีกับประกันชีวิต”

ประกันชีวิตถือเป็นเครื่องมือทางการเงินอีกตัวหนึ่งที่ทาให้คุณประหยัดภาษีในแต่ละปีไม่ใช่น้อย เพราะการทาประกันชีวิตนอกจากจะทาให้หักค่าลดหย่อนทางภาษีได้แล้ว ยังเป็นการสร้างวินัยทางการเงินให้เราสารองเงินเก็บใช้ในระยะยาวอย่างน้อยก็เป็น 10 ปี และที่สาคัญสิ่งที่แถมมากับประกันคือความคุ้มครองในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุในยามเจ็บป่วย เป็นบุคคลทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงหรือเสียชีวิต เงินทุนประกันจะเป็นเกาะคุ้มกันให้คนข้างหลังไม่ต้องเดือดร้อน และสามารถอยู่ได้ดีเหมือนเดิม เสมือนกับว่าคนหลักของครอบครัวยังคงอยู่

“แล้วคนรายได้น้อยล่ะควรจะวางแผนภาษีหรือไม่ ?”

คนฐานรายได้น้อยมักจะได้รับประโยชน์ในการประหยัดภาษีในอัตราที่น้อยกว่าฐานรายได้สูงก็จริงโดยเฉพาะกับคนที่มีรายได้ต่อปีไม่ถึง 150,000 บาท (คนกลุ่มนี้เข้าข่ายไม่ต้องจ่ายภาษี) แต่ถ้ามองในมุถมของความคุ้มครองและการเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ก็ควรซื้อประกันเอาไว้บ้าง (เพื่อเป็นหลักประกันสาหรับอนาคตที่ไม่แน่นอน) โดยเฉลี่ยแล้วผลตอบแทนที่ได้รับจากการซื้อประกันแบบสะสมทรัพย์ก็ยังสูงกว่าการฝากเงิน
อยู่ในบัญชีออมทรัพย์เป็นไหน ๆ รู้อย่างนี้แล้วควรเอาเงินเย็นที่เก็บไว้อยู่นิ่ง ๆออกมาลงทุนให้ผลิดอกออกผลจะดีกว่า

“สิทธิในการลดหย่อนภาษีจากการทาประกันชีวิต”

1. ประกันชีวิตแบบสามัญ (Protection, Saving) สามารถนาเบี้ยประกันหักลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิต ได้ตามจริงแต่ต้องไม่เกิน100,000 บาท และต้องเป็นการทาประกันที่มีความคุ้มครองเกิน 10 ปี

2. ประกันชีวิตแบบบานาญ (Annuity) ผู้มีเงินได้สามารถซื้อได้เพิ่มเติมอีก 15 % ของรายได้พึงประเมินแต่ต้องไม่เกิน 200,000 บาท การยกเว้นภาษีเงินได้สาหรับการประกันชีวิตแบบบานาญ เป็น การเพิ่มเติมค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตที่มีอยู่แล้วตามปกติ 100,000 บาท เพิ่มขึ้นอีก 200,000 บาท ซึ่ง วงเงินที่เพิ่มขึ้นต้องไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมิน แต่เมื่อรวมกับเงินสะสมเข้ากองทุนสารอง เลี้ยงชีพ กบข. แล้วจะต้องไม่เกิน 500,000 บาท ในปีภาษีเดียวกัน

3. ประกันสุขภาพให้กับบิดามารดา หักลดหย่อนได้ตามจริง แต่ไม่เกินคนละ 15,000 บาท

4. ประกันสุขภาพให้กับคู่สมรส หักลดหย่อนได้ตามจริง แต่ไม่เกินคนละ 10,000 บาท

 

"ประกันชีวิตแบบบานาญ (Annuity) กับ RMF ต่างกันอย่างไร ?”

แม้ว่า Annuity กับ RMF จะตอบวัตถุประสงค์เดียวกันคือการสะสมทรัพย์เพื่อการเกษียณ แต่ก็ยังมีความ ต่างในบางประเด็นที่น่าสนใจก็คือ

ด้านการคุ้มครอง : ในกรณีที่เสียชีวิตก่อนครบกาหนดอายุ RMF จะไม่มีการคุ้มครองแต่ว่าประกัน แบบบานาญมีการคุ้มครองตามมูลค่าปัจจุบันของเงินบานาญจนกระทั่งครบระยะเวลาที่ระบุไว้ใน กรมธรรม์

การรับรายได้ยามเกษียณ : ผู้ซื้อกองทุน RMF จะรับเงินก้อนเดียวเมื่อถือครบ 55 ปี ในขณะที่ผู้ซื้อ ประกันแบบบานาญจะได้รับเงินบานาญประจาปี ยาวนานถึง 26 งวด

อัตราผลตอบแทน :RMF มีโอกาสให้ผลตอบแทนในอัตราที่สูงหรือต่ากว่าเกณฑ์ขึ้นอยู่กับ ความสามารถในการบริหารจัดการกองทุนของ บลจ. ในขณะที่ประกันแบบบานาญให้อัตรา ผลตอบแทนที่แน่นอน

ความสามารถในการสร้างรายได้ : RMF เหมาะกับคนที่มีรายได้ไม่แน่นอน เพราะผู้ลงทุนสามารถ กาหนดมูลค่าการลงทุนในแต่ละปีได้ ในขณะที่ประกันแบบบานาญเหมาะสาหรับผู้ที่มีรายได้แน่นอน แต่ว่าสามารถเลือกชาระครั้งเดียวในระหว่างอายุ 55 ถึง 65 ปี

 

“ข้อคิดทิ้งท้าย”


เงินมีชีวิต มีการเกิด เติบโต และต้องการการเลี้ยงดู เพื่อวันหนึ่งจะหันกลับมาเลี้ยงดูเราเหมือนที่เราเคยดูแลเงินและเงินมีที่มาและมีที่ไป ส่วนใหญ่พอจากไปแล้วไม่ค่อยกลับมา ถ้าเราตื่นตัวกันสักนิด เริ่มตรวจเช็คสุขภาพทางการเงินแต่เนิ่น ๆ เราจะได้ไม่ต้องตื่นตระหนกตกใจในภายหลังว่า “เก็บเงินไม่ทันแล้ว”


คนทีรู้จักใช้เงินทางาน คือคนที่รู้จักออมส่วนหนึ่งและนาไปลงทุนให้ผลิดอกออกผลให้เงินงอกเงยมากกว่าการเก็บไว้ในบัญชีเฉย ๆ ในหนังสือ “ออมก่อนรวยกว่า” ที่จัดพิมพ์โดยตลาดหลักทรัพย์ได้แนะนา 6 ขั้นตอนสู่การเป็นผู้มีเงินใช้อย่างสบาย ๆไว้ว่า

1.ต้องมีเงินออมประมาณ 6 เท่าของค่าใช้จ่ายประจำเดือน เพื่อเตรียมพร้อมสาหรับใช้ในยามฉุกเฉิน
2.จ่ายหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยแพงที่สุดและหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตก่อน
3.ทาประกันชีวิตเพื่อป้องกันความเสี่ยงให้กับตัวคุณและครอบครัว
4.สะสมทรัพย์ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพต่างๆ สำหรับวัยเกษียณ หรือทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ และบำนาญ
5.ทำประกันสุขภาพและอุบัติเหตุ
6.นำเงินที่เหลือจาก 5 ขั้นแรกและจากค่าใช้จ่ายไปลงทุนเพื่อเพิ่มรายได้ให้สูงขึ้น

 

ตัวช่วยประหยัดภาษี


มาตรการทางภาษีที่รัฐบาลนามาใช้กระตุ้นการออมการลงทุนทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อให้ประชาชนตื่นตัวเรื่องการออมการลงทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในการหมุนเวียนของเงินในระบบ เป็นเครื่องมือสาคัญที่เราควรศึกษาเพื่อใช้ในการวางแผนภาษี ซึ่งตัวช่วยประหยัดภาษียอดนิยม ได้แก่

การทาประกันชีวิต

นอกจากจะได้รับความคุ้มครองในระยะยาว และได้ออมเงินอย่างมีวินัยแล้ว เบี้ยประกันของกรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีอายุสัญญา 10 ปีขึ้นไป สามารถนามาหักลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท

การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล สลากออมสิน ธกส.

เพราะดอกเบี้ยพันธบัตร สลากออมสิน ธกส. หลายรุ่นตามที่รัฐบาลกาหนด จะได้รับยกเว้นภาษี รวมทั้งดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์กับธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรด้วย

การลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ ( Retirement Mutual Fund : RTF)

ซึ่งเป็นกองทุนรวมที่จัดตั้งเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาวไว้ใช้จ่ายในวัยเกษียณ โดยเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนรวม RMF จะได้รับการยกเว้น ไม่ต้องนามารวมเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษีในอัตราไม่เกิน 15% ของเงินได้ แต่เมื่อนับรวมเงินสะสมเข้ากองทุนสารองเลี้ยงชีพหรือกองทุนบาเหน็จบานาญข้าราชการแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี

การลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (Long Term Equity Fund : LTF)

เป็นกองทุนรวมที่ให้ประโยชน์ด้านภาษีคล้ายกับกองทุนรวม RMF คือ เงินค่าซื้อหน่วยลงทุนได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษีในอัตราไม่เกิน 15% ไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี แต่กองทุนรวม LTF จะเน้นการลงทุนระยะยาวในหุ้น และสิทธิประโยชน์ทางภาษีของกองทุนรวม LTF จะสิ้นสุดเมื่อครบอายุโครงการ

การกู้ยืมเงินซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัย

ไม่ว่าจะกู้ยืมจากธนาคาร สถาบันการเงินบริษัทประกันชีวิต สหกรณ์ หรือกองทุนสวัสดิการของนายจ้าง ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างที่อยู่อาศัย สามารถช่วยประหยัดภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินปีละ 100,000 บาท

การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

กeไรจากการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ถือเป็นเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษี รวมทั้งกาไรจากการขายคืนหน่วยลงทุนกองทุนรวมด้วย

การใช้สิทธิเครดิตภาษีเงินปันผล

เพราะเงินปันผลจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 10% ซึ่งบริษัทที่จ่ายเงินปันผลให้เราก็ต้องเสียภาษี ดังนั้นเพื่อเป็นการลดภาระภาษีซ้าซ้ากฎหมายจึงให้เราเลือกว่าจะนายอดเครดิตภาษีเงินปนผลมาหักเป็นเครดิตภาษีหรือจะเลือกวิธีถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ก็ได้

การบริจาคเงินสนับสนุนการศึกษา

สามารถใช้สิทธินามาหักภาษีได้ถึง 2 เท่า นอกจากตัวช่วยประหยัดภาษีที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ในแต่ละปียังอาจมีตัวช่วยอื่นๆ เพิ่มเติมขึ้นมาเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการออมการลงทุนในช่วงนั้น ๆ เช่น ผู้ที่ซื้อและโอนบ้านในปี 2552 สามารถนาเงินต้นมาหักลดหย่อนภาษีได้ถึง 300,000 บาท นอกเหนือไปจากดอกเบี้ยที่ลดหย่อนให้อยู่แล้ว ฉะนั้น หมั่นติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการลดหย่อนภาษีอย่างใกล้ชิด เพื่อให้คุณไม่พลาดโอกาสที่จะใช้สิทธินั้นอย่างเต็มที่